กรมชลประทาน Royal Irrigation Department

ค้นหายอดนิยม

ชป. รับมือฝนเพิ่ม ยึด “ต้นกัก กลางหน่วง ปลายระบาย” สร้างความมั่นคงด้านน้ำ

03 กันยายน 2569

0

0

กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำอย่างสมดุล สอดคล้องกับปริมาณฝนและน้ำท่าที่เปลี่ยนแปลง โดยให้ความสำคัญทั้งการรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำเพื่อลดผลกระทบในพื้นที่เสี่ยง และการเร่งเก็บกักน้ำไว้เป็นน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม
.
วันนี้ (1 กันยายน 2569) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวโน้มฝนที่เพิ่มขึ้นระยะนี้ ซึ่งอาจมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง กรมชลประทานจึงได้กำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ พร้อมปรับการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับปริมาณฝน น้ำท่า และปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในแต่ละพื้นที่
.
ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 51,377 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 67 ของความจุรวม และยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 25,289 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่อ่างเก็บน้ำหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวม 15,361 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุรวม สามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 9,421 ล้าน ลบ.ม.
.
นายวิทยา กล่าวต่อว่า การบริหารจัดการน้ำในระยะนี้ กรมชลประทานให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่าง “ต้นกัก กลางหน่วง ปลายระบาย” โดยในพื้นที่ที่มีฝนตกและมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น จะบริหารจัดการเพื่อเพิ่มการเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุดเท่าที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดน้ำหลากหรือคาดว่าปริมาณน้ำเกินศักยภาพการรองรับ จะปรับการระบายน้ำตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย และลดผลกระทบต่อประชาชน
.
สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานยังคงบริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยควบคุมการรับน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก พร้อมพิจารณาการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำเหนือเขื่อนและสถานการณ์น้ำด้านท้ายเขื่อน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำให้มากที่สุด
“การบริหารจัดการน้ำในช่วงนี้ ต้องเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งสองด้าน คือ ต้องพร้อมรับมือฝนที่อาจเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันต้องไม่ปล่อยโอกาสในการเก็บกักน้ำให้สูญเปล่า เพราะน้ำที่สามารถเก็บไว้ได้ในช่วงปลายฤดูฝน จะกลายเป็นน้ำต้นทุนสำคัญสำหรับใช้ในช่วงฤดูแล้ง” นายวิทยา กล่าว
.
ทั้งนี้ กรมชลประทานได้กำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำอย่างประณีต โดยพิจารณาจากปริมาณน้ำต้นทุน ปริมาณฝนที่คาดการณ์ ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง และความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการรักษาพื้นที่ว่างในอ่างเก็บน้ำให้เหมาะสม เพื่อรองรับฝนที่อาจตกหนักในระยะต่อไป และเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวยให้เร่งเก็บกักน้ำ
.
ขณะเดียวกัน กรมชลประทานยังคงดำเนินมาตรการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบอาคารชลประทาน ระบบระบายน้ำ คันกั้นน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากร รวมถึงเร่งกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดผลกระทบจากฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้น
.
นอกจากการรับมือสถานการณ์น้ำในปัจจุบันแล้ว กรมชลประทานยังให้ความสำคัญกับการวางแผนน้ำล่วงหน้า โดยจะติดตามแนวโน้มสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินปริมาณน้ำต้นทุนที่จะมีเพียงพอสำหรับการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2569/2570 พร้อมวางแผนจัดสรรน้ำไว้เป็นต้นทุนสำหรับการใช้น้ำในอนาคต ให้เกิดความสมดุลระหว่างการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม สร้างความมั่นคงด้านน้ำและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง