02 กรกฎาคม 2569
กรมชลประทาน Royal Irrigation Department

หากยังไม่ได้เป็นสมาชิก เข้าสู่ระบบได้ที่นี่
หรือเข้าสู่ระบบผ่าน
หากยังไม่ได้เป็นสมาชิก ลงทะเบียนได้ที่นี่
หรือเข้าสู่ระบบผ่าน



ปิดหน้าต่าง
ปิดหน้าต่าง
มีอีเมล์นี้ในระบบแล้ว
กรุณาตรวจสอบข้อมูลและลองใหม่อีกครั้ง
ปิดหน้าต่าง
กรุณายืนยันอีเมลของท่าน เพื่อให้การสมัครสมาชิกเสร็จสมบูรณ์
ปิดหน้าต่าง
กรุณาตรวจสอบข้อมูลและลองใหม่อีกครั้ง
ปิดหน้าต่าง
ระบบได้ดำเนินการส่งรหัสผ่านของคุณ
เรียบร้อยแล้ว
ปิดหน้าต่าง
กรุณาตรวจสอบข้อมูลและลองใหม่อีกครั้ง
ปิดหน้าต่าง
ระบบได้ดำเนินการเปลี่ยนรหัสผ่านของคุณ
เรียบร้อยแล้ว
ปิดหน้าต่าง
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้กำชับให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อรองรับความเสี่ยงจากแนวโน้มปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่อาจส่งผลให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติในช่วงปลายปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการเก็บกักน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในช่วงฤดูฝน
จากการติดตามข้อมูลสภาพอากาศ พบว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะเอลนีโญกำลังอ่อน และคาดว่าจะคงสภาวะดังกล่าวต่อเนื่องจนถึงช่วงต้นปี 2570 โดยมีโอกาสพัฒนาเป็นเอลนีโญกำลังแรงในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งอาจทำให้ปริมาณฝนของประเทศใกล้เคียงหรือต่ำกว่าค่าปกติ จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์ฝน น้ำท่า และปริมาณน้ำต้นทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินแนวโน้มล่วงหน้าและปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ปัจจุบัน (30 มิถุนายน 2569) ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันกว่า 42,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯรวมกัน ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 34,600 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่เขื่อนหลัก 4 แห่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 12,663 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 51 ของความจุอ่างรวมกัน ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ และคาดการณ์ว่าต้นฤดูแล้งปี 2569/2570 จะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอต่อการสนับสนุนการใช้น้ำในทุกภาคส่วน
ทั้งนี้ ได้กำชับให้กรมชลประทานดำเนินมาตรการบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี 2569 อย่างเข้มข้น โดยยึดหลัก ต้นกัก กลางหน่วง ปลายระบาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ควบคู่กับการทบทวนแผนการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนให้ได้มากที่สุด สำหรับใช้เป็นน้ำต้นทุนรองรับฤดูแล้งหน้า
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากรสำหรับช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยทั่วประเทศ โดยกรมชลประทานได้เตรียมเครื่องจักรและอุปกรณ์รวม 5,732 หน่วย ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำ 1,914 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 367 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 203 คัน และเครื่องจักรสนับสนุนอื่น ๆ อีก 3,248 หน่วย มีการตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทาน คันกั้นน้ำ และระบบระบายน้ำ ให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบอย่างเคร่งครัด
นายสุริยะฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมชลประทานจะเร่งสร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและแนวโน้มสภาพอากาศแก่เกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ และหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันวางแผนการใช้น้ำอย่างเหมาะสม พร้อมรณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าตามหลัก 3R ได้แก่ Reduce, Reuse และ Recycle ตลอดจนส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยและการปรับแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน
ขอให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด บูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบจากอุทกภัย ภัยแล้ง และความเสี่ยงจากเอลนีโญ พร้อมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชนในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง นายสุริยะฯ กล่าวในที่สุด
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเด่นล่าสุด
ข่าวเด่นชลประทาน
ข่าวเด่นชลประทาน
ข่าวเด่นชลประทาน
ขอบคุณสำหรับการแจ้งเตือนข้อผิดพลาด
ทางหน่วยงานจะรีบทำการปรับปรุงเพื่อการให้บริการที่ดีขึ้น
กรุณาลองส่งอีกครั้งหรือสักพัก เพื่อทำการส่งใหม่
ทางหน่วยงานขออภัยในความไม่สะดวก
ปิดหน้าต่าง
ระบบได้ดำเนินการยกเลิกรับข่าวสารสำเร็จ
ปิดหน้าต่าง
กรุณาตรวจสอบข้อมูลและลองใหม่อีกครั้ง
ปิดหน้าต่าง