20 เมษายน 2569
กรมชลประทาน Royal Irrigation Department

หากยังไม่ได้เป็นสมาชิก เข้าสู่ระบบได้ที่นี่
หรือเข้าสู่ระบบผ่าน
หากยังไม่ได้เป็นสมาชิก ลงทะเบียนได้ที่นี่
หรือเข้าสู่ระบบผ่าน



ปิดหน้าต่าง
ปิดหน้าต่าง
มีอีเมล์นี้ในระบบแล้ว
กรุณาตรวจสอบข้อมูลและลองใหม่อีกครั้ง
ปิดหน้าต่าง
กรุณายืนยันอีเมลของท่าน เพื่อให้การสมัครสมาชิกเสร็จสมบูรณ์
ปิดหน้าต่าง
กรุณาตรวจสอบข้อมูลและลองใหม่อีกครั้ง
ปิดหน้าต่าง
ระบบได้ดำเนินการส่งรหัสผ่านของคุณ
เรียบร้อยแล้ว
ปิดหน้าต่าง
กรุณาตรวจสอบข้อมูลและลองใหม่อีกครั้ง
ปิดหน้าต่าง
ระบบได้ดำเนินการเปลี่ยนรหัสผ่านของคุณ
เรียบร้อยแล้ว
ปิดหน้าต่าง
วันนี้ (20 เมษายน 2569) ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยสถานการณ์น้ำและแนวโน้มในปี 2569 ว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเอลนีโญในช่วงกลางปี อาจทำให้มีฝนตกต่ำกว่าค่าปกติ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงกลางเดือนเมษายน พบว่าปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 57
กรมชลประทาน ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ทำให้ปัจจุบันปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยมีปริมาณน้ำรวมกันกว่า 47,186 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุอ่างฯรวมกัน มากกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 1,997 ล้าน ลบ.ม.
แม้ว่าสถานการณ์น้ำโดยรวมยังสามารถควบคุมได้ แต่จากแนวโน้มปริมาณฝนที่ต่ำกว่าค่าปกติ ประกอบกับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้บางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ได้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อติดตาม ประเมินสถานการณ์ และวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพอากาศและปริมาณน้ำต้นทุนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ พบว่า ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วกว่า 29,851 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 89 ของแผนฯ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้มีการติดตามการส่งน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในช่วงปลายฤดูแล้ง ควบคู่ไปกับการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง
นอกจากนี้ ยังได้กำหนดแนวทางในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับสถานการณ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่
- วางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า 2 ปี
- เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝน
- ควบคุมและชะลอการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์
- ปรับแผนการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุน
- ส่งเสริมมาตรการ 3R (Reduce / Reuse / Recycle) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
ขณะเดียวกัน ได้เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ รวมกว่า 6,700 หน่วย ซึ่งปัจจุบันได้นำไปใช้ช่วยเหลือแล้ว 597 หน่วย ครอบคลุมพื้นที่ 46 จังหวัด
ด้านการจ้างแรงงานชลประทาน ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานไปแล้วกว่า 47,856 คน ช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรและประชาชน ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง
ในส่วนของคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลักต่างๆ ได้มีการติดตามสถานการณ์ค่าความเค็ม พบว่าค่าความเค็มยังอยู่ในเกณฑ์ปกติและไม่เกินค่ามาตรฐาน สามารถใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรได้อย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะติดตามสถานการณ์น้ำและคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ลดความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำเพิ่มเติมได้ที่ https://www2.rid.go.th/th/main
#SWOCRID #กรมชลประทาน
ข่าว/ภาพ: สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา, สำนักงานชลประทานที่ 6, 7 และ 14
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเด่นล่าสุด
ข่าวเด่นชลประทาน
ข่าวเด่นชลประทาน
ข่าวเด่นชลประทาน
ขอบคุณสำหรับการแจ้งเตือนข้อผิดพลาด
ทางหน่วยงานจะรีบทำการปรับปรุงเพื่อการให้บริการที่ดีขึ้น
กรุณาลองส่งอีกครั้งหรือสักพัก เพื่อทำการส่งใหม่
ทางหน่วยงานขออภัยในความไม่สะดวก
ปิดหน้าต่าง
ระบบได้ดำเนินการยกเลิกรับข่าวสารสำเร็จ
ปิดหน้าต่าง
กรุณาตรวจสอบข้อมูลและลองใหม่อีกครั้ง
ปิดหน้าต่าง