กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
 

          ค้นหาใน RID

          สถิติผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้873
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้960
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้1833
mod_vvisit_counterเดือนนี้12668
mod_vvisit_counterทั้งหมด11183459

          แบบสอบถาม

ท่านพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์กรมชลประทานระดับใด
 
หน้าแรก ข่าวเด่นชลประทาน ชป.ชี้แจงกรณีคัดค้านโครงการก่อสร้าง ประตูระบายน้ำคลองประ จ.พัทลุง
ชป.ชี้แจงกรณีคัดค้านโครงการก่อสร้าง ประตูระบายน้ำคลองประ จ.พัทลุง

 

01

 

 

 

 

02

 

 

 

 

03  

 

 

 

           กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีชาวพัทลุงยื่นเรื่องคัดค้านโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองประ 
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดพัทลุง เนื่องจากจะทำให้น้ำท่วมขังสูงเป็นเวลานาน ระบบนิเวศของสัตว์จะสูญเสียสมดุลตามธรรมชาติ ทำให้คลองตื้นเขินจากการทับถมของตะกอนดิน สารเคมีตกค้างในลำคลองทำให้น้ำเน่าเสีย ส่งผลให้สัตว์น้ำสูญพันธุ์ ที่สำคัญบริเวณดังกล่าวจะสูญเสียเรื่องการท่องเที่ยวที่โด่งดังระดับประเทศ นั้น 


         นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า ประตูระบายน้ำปากคลองประ ทำหน้าที่ในการปิดกั้นน้ำเค็มจากทะเลหลวงไม่ให้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ รวมทั้งเก็บกักน้ำจืดไว้ในพื้นที่เพื่อการชลประทานในช่วงฤดูแล้ง และจะเปิดบานประตูระบายน้ำพ้นน้ำไว้ตลอด โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลากเพื่อเป็นการระบายน้ำออกนอกพื้นที่ป้องกันการเกิดอุทกภัย อีกทั้ง ประตูระบายน้ำได้ถูกออกแบบให้สามารถระบายน้ำที่คาดการเกิด 100 ปี เท่ากับ 1,564 ลบ.ม./วินาที โดยการเปิดช่องระบายน้ำเต็มที่หรือเปิดบานพ้นน้ำ ดังนั้นในสภาพน้ำหลากปรกติ น้ำจะสามารถระบายผ่านประตูระบายน้ำไปได้โดยไม่ถูกกีดขวาง อีกทั้งในกรณีที่น้ำในทะเลหลวงสูงกว่าในคลองปากประ ประตูระบายน้ำปากคลองประจะทำหน้าที่ร่วมกับประตูระบายน้ำปากคลองยวนและอาคารระบายน้ำริมทะเลหลวงอีก 6 แห่งในการป้องกันน้ำจากทะเลหลวงไหลเข้ามาในพื้นที่ ดังนั้น นอกจาก ประตูระบายน้ำปากคลองประ จะไม่เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่แล้ว ยังช่วยในการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย


         สำหรับข้อกังวลที่ว่าประตูระบายน้ำปากคลองทำให้ระบบนิเวศของสัตว์สูญเสียสมดุลตามธรรมชาติ นั้น จากการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อปี 2553 และผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อปี 2557 พบว่า การอพยพของสัตว์น้ำจากทะเลหลวงสู่คลองปากประเพื่อการวางไข่ในช่วงน้ำหลาก และการอพยพของลูกปลาจากคลองปากประสู่ทะเลหลวงเพื่อการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งน้ำในทะเลหลวงหนุนสูงและไหลเข้าสู่คลองปากประ พบว่า ทั้ง 2 ช่วงเวลาดังกล่าว ประตูระบายน้ำปากคลองประจะเปิดบานพ้นน้ำเพื่อเป็นการระบายน้ำ และการรับน้ำจากทะเลหลวงเข้าสู่คลองปากประ เพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งสัตว์น้ำสามารถผ่าน ประตูระบายน้ำได้ตามปรกติเหมือนสภาพก่อนที่จะมีประตูระบายน้ำ ดังนั้นจึงไม่เป็นการทำให้ระบบนิเวศของสัตว์น้ำเสียสมดุลไปแต่ประการใด จะมีผลกระทบอยู่บ้างสำหรับปลาที่วางไข่ตลอดทั้งปี ซึ่งช่วงที่มีการปิดบานระบาย จะวางไข่ได้เฉพาะที่เท่านั้น ไม่สามารถว่ายเข้าออกระหว่างทะเลหลวงกับคลองปากประได้ แต่เนื่องจากปลาที่วางไข่ตลอดทั้งปีนั้น สามารถวางไข่ในแหล่งน้ำใดๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอพยพเพื่อหาแหล่งน้ำที่เหมาะสมเพื่อการวางไข่ ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงอยู่ในระดับน้อย 


        ในส่วนของความกังวลใจของประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับการดำเนินโครงการคลองประฯ กรณีประตูระบายน้ำปิดกั้นตะกอน ทำให้ลำคลองตื้นเขิน เป็นการสะสมสารเคมีและทำให้ลำน้ำเน่าเสีย สัตว์น้ำสูญพันธุ์ ขอชี้แจ้งว่า ประตูระบายน้ำเปิดบานพ้นน้ำตลอดเวลาในช่วงน้ำหลาก ซึ่งเป็นช่วงที่มีตะกอนในลำน้ำมาก ตะกอนสามารถไหลผ่านประตูระบายน้ำลงไปยังทะเลหลวงได้ตามปรกติ ส่วนการปิดบาน จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ และเป็นช่วงที่มีตะกอนในลำน้ำน้อยเนื่องจากเป็นช่วงแล้งหรือเป็นช่วงที่น้ำเค็มรุกตัวเข้ามาในคลองปากประซึ่งน้ำจะไหลย้อนจากทะเลหลวงเข้ามาในพื้นที่ จึงทำให้โอกาสที่จะเกิดตะกอนทับถมหน้าประตูระบายน้ำเกิดขึ้นได้น้อย อีกทั้งประตูระบายน้ำ ได้ออกแบบให้มีบานระบายตะกอนในกรณีที่ต้องการระบายตะกอนที่ตกทับถมอยู่หน้าประตูระบายน้ำอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่เป็นต้นเหตุของการปิดกั้นตะกอนในลำน้ำ


          ส่วนผลกระทบเรื่องการท่องเที่ยวที่โด่งดังระดับประเทศ ประตูระบายน้ำคลองประ ตั้งอยู่ในคลองปากประ ห่างจากทะเลหลวงขึ้นมาทางเหนือน้ำประมาณ 400 เมตร และบริเวณปากคลองปากประบริเวณดังกล่าวมีลักษณะโค้ง ซึ่งจากระยะห่างและลักษณะของลำน้ำดังกล่าว จึงไม่มีผลกระทบกับทัศนียภาพของแหล่งท่องเที่ยวยอยักษ์ในทะเลหลวง และการออกแบบประตูระบายน้ำ เป็นการออกแบบโดยผสมผสานสถาปัตยกรรมท้องถิ่นเพื่อความสวยงามและกลมกลืนกับพื้นที่ สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของจังหวัดพัทลุงในอนาคต
ส่วนผลกระทบเรื่องการประกอบอาชีพของราษฎรในพื้นที่นั้น จากแนวทางการบริหารจัดการ ประตูระบายน้ำจะปิดบานใน 2 กรณี คือป้องกันน้ำเค็ม และเก็บกักน้ำเพื่อการชลประทานในช่วงฤดูแล้งตามที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้น ในช่วงเวลาอื่นๆ ที่ ประตูระบายน้ำเปิดบานพ้นน้ำ เรือโดยสารและเรือประมงสามารถสัญจรผ่านช่องระบายน้ำได้ตามปรกติ ส่วนช่วงเวลาที่มีการปิดบาน กรณีเกิดการรุกตัวของน้ำเค็ม ซึ่งมักเกิดในช่วงเดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคม โดยเดือนที่มีโอกาสเกิดมากที่สุดคือเดือนตุลาคม และจะเกิดเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ และกรณีเก็บกักน้ำไว้เพื่อการชลประทานในช่วงฤดูแล้ง จากสถิติพบว่า ช่วงเวลาที่น้ำในคลองปากประมีระดับต่ำสุด จะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม โดยจะพิจารณาปิดบานกรณีที่ระดับน้ำในคลองปากประต่ำมากจนไม่สามารถสูบขึ้นมาใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรกรรมหรือกิจกรรมอื่นๆ ได้ หรือกรณีที่ไม่มีน้ำจากทะเลหลวงไหลย้อนกลับเข้ามาช่วยในพื้นที่ ส่วนในกรณีที่มีน้ำเพียงพอสำหรับกิจกรรมต่างๆ ในหน้าแล้ง หรือช่วงเวลาที่น้ำในทะเลหลวงหนุนสูงไหลย้อนเข้าคลองปากประ (เดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม) จะไม่มีการปิดบาน ดังนั้นการปิดบานระบายของประตูระบายน้ำ จึงเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่าที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว ประตูระบายน้ำได้มีการออกแบบให้มีทางเรือสัญจร เพื่อให้เรือโดยสารและเรือประมงสามารถสัญจรผ่านเข้าออกได้ในช่วงระยะเวลาที่มีการปิดบานระบาย


        ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าประตูระบายน้ำปากคลองประ จะไม่มีการก่อสร้างจนกว่าประชาชนจะมีความต้องการให้ดำเนินการได้ ส่วนการดำเนินโครงการฯ ในส่วนอื่นๆ ซึ่งไม่มีปัญหาการคัดค้านและเป็นที่ต้องการของราษฎรในพื้นที่ เช่น อาคารควบคุมน้ำริมทะเลหลวง 6 แห่ง งานขุดลอกคลองธรรมชาติ 3 สาย งานสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการชลประทาน 17 แห่ง และระบบชลประทานในพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 20,716 ไร่ กรมชลประทานยังคงเดินหน้าดำเนินการต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่อย่างสูงสุด